2007/Sep/18

ฉันวิ่งไปวนมา ป้วนเปี้ยนวนอยู่ในโลกของตัวเอง และนั่นมันทรมานสิ้นดี
ฉันเปิดประตูออกมา ... ป้วนเปี้ยนอยู่ในโลกของใครต่อใครให้พอคลายเหงาลงมาบ้าง
โลกโหดร้ายกับฉันแต่ในความร้อนรนนั้นก็มีลำธารเย็นๆ ไว้ให้เราพอจะรู้สึกสดชื่นได้บ้าง
ฉันวิ่งวนไปในโลกของแต่ละคน วิ่งเขาไปใกล้ ถอยห่างออกมา บางคนก็วิ่งมาหาฉัน
และท่าทีที่เร่งร้อนนั่นมันกระทบให้ฉันถอยกระเด็นห่างออกไป

เธอดูเหมือนร่างเริง แข็งกร้าว ไม่อ่อนหวานเสียเลย
แต่เมื่อฉันได้เรียนรู้ว่าเธอ"ช่างขี้เหงา" อย่างร้ายกาจ
ฉันเรียนรู้ว่าเธอเองก็อ่อนแออย่างที่ฉันไม่อาจทัดเทียม

ฉันไม่รู้หรอกนะว่าฉันเดินเข้ามาใกล้ๆ เธอตั้งแต่ตอนไหน
มารู้อีกทีก็เมื่อวันที่ฉันรู้สึกว่าเธอกำลังอยากจะจับมือฉันไว้แน่นๆแล้วนั่นแหละ
เธอบอกฉันว่า เธออยากเป็นคนขี้อ้อนในแบบของผู้ชายที่ฉันชอบ
แต่เธอเองทำไม่เป็นเลย เพราะเธอโตมาแบบดูแลตัวเอง และเข้มแข็งมาตลอด

เธอจ๋า ... ผ่านมาได้ราวเดือนกว่าๆ เธอกลายเป็นผุ้ชายขี้อ้อนไปเสียแล้วรู้ไหม


ฉันเคยเจ็บปวดมามากมายกับความรักร้ายๆ เธอรู้ดีใช่ไหมคะ

ฉันรักเวลาที่เรานั่งดูหนังด้วยกันแล้วเธอชอบนั่งทำตัวให้เต็มเก้าอี้แล้วฉันก็ต้องไปนั่งอิงไหล่เธอ
"มันอุ่นดี" เวลาที่เราหนาวแบบนั้น


ฉันรักช่วงเวลาที่เธอมักจะใส่เสื้อนอกคลุมเครื่องแบบของเธอไว้ และเมื่อเราเจอกันเธอก็จะถอดมาให้ฉันห่มดูหนัง

ฉันรักช่วงเวลาที่เธอชอบแกล้งให้ฉันหมั่นไส้ ฉันจะตีเธอ แล้วเธอก็แอบจับแก้มฉันตอนฉันเผลอ

ฉันชอบแกล้งงอนเธอแล้วเธอก็ง้อทุกทีไป ทั้งๆที่รู้ว่าโดนแกล้งก็ตามที


ฉันรักเวลาที่ เธอ ผู้ชายหน้าโหดๆ สะพายกระเป๋าผู้หญิงเวลาฉันบ่นว่ากระเป๋าตัวเองหนัก

ฉันรุ้สึกรักเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน และ อาจจะรักเกินกว่าที่จะเอาเรื่องราวของความรัก


มาทำให้วันหนึ่งเราต้องเลิกรักและไม่เหลือเยื่อใยต่อกัน


ฉันว่ามันเจ็บปวดกว่าถ้าตอนนี้ฉันไม่ยอมรับรักเธอเสียอีก


2007/Jan/23

หยาดฝน มักทักทายคนเหงาอย่างเริงร่า
เช่นกันกับเช้าธรรมดาที่ควรจะเป็นหน้าหนาวแบบนี้
ฝนปรอยเม็ด .. หยดแล้วหยดเล่า .. ฟุ้งไหวพรูพรมอยู่บนอากาศ
พาให้ฉันจินตนาการว่าตัวเองกำลังเล่นไล้อย่างชุ่มฉ่ำในหมู่ละอองน้ำใสนั้น
สดใส รื่นเริง อย่างที่ฉันเคยเป็น และ ควรจะเป็น

ไม่เหมือนกับทุกทีวันนี้ฉันรู้สึกไม่เหงา
และมีความสุขและเย็นใจหน้าดูกับการนั่งละเลียดบรรยากาศชุ่มๆ
เบื้องนอกกระจกรถนั่น บนถนนสายมุ่งสู่ท่าอากาศยานใหญ่ยิ่งของเมืองไทย
ฉันคิดถึง"พี่ชายขี้เหงา" ที่รู้จักกันดี ป่านนี้คงเหงาอยู่กรายๆ อืม .. ฉันไม่แน่ใจนัก
แต่ Message กลับถูกส่งถึงเพื่อนขี้เหงาอีกคน ไม่ใช่พี่ชายคนแรกที่ฉันคิดถึง
ข้อความที่ตอบกลับจากเพื่อนทำให้ฉันยิ้มน้อยๆ กับชัยชนะในการคาดเดาของตนเอง

ฉันไม่อาจเข้าใจตัวเองได้ ... และไม่อาจเข้าใจคุณด้วย
ยังไม่ต้องถึงคุณหรอก ฉันเองก็ยังกลัว แต่ก็ไม่รู้ว่ากลัวอะไร
ทั้งๆ ที่มันก็น่าจะเป็นเรื่องปรกติที่เราจะพูดคุยหยอกเล่นหรือคิดถึงกันได้
อย่างเพื่อนและพี่น้องที่ดีต่อกัน ...
แต่ท่าทีที่แปลกไปของคุณนั่นทำให้ฉันไม่ค่อยมั่นใจ "ว่าใจเราต่างคิดอะไร"
ทำไมคุณถึงดูอ่อนโยนกับฉันกว่าที่เคยอย่างชัดเจน
และทำไมฉันถึงได้คิดถึงคุณอยู่เสมอๆ ในเวลาเหงาๆ

มันมากมายเหลือเกินสำหรับคำตอบ ...
และเหมือนว่าฉันเองก็ล้าแรงจักตามหาในสิ่งนั้น ...
ใช่ฉันกลัวเหลือเกินว่าความหอมหวานของชีวิตจักจากลาไปแล้วอย่างนิรันดร์...
แต่ทว่าความหวังที่มีก็ดูมืดบอดจากสายตาของฉันเอง...
อืม...ใจฉันเองแหละที่มืดบอด นั่นฉันรู้ดี ...
แต่ดูเหมือนเกราะหนาใหญ่ของกำแพงแห่งใจจะทรงไว้ซึ่งพลังมากกว่า

ความเจ็บป่วยของหัวใจที่เนื่องมาจากความรัก
พิษสงช่างร้ายลึกประดุจนี้นี่เอง และฉันก็เรียนรู้มันโดยใช้ใจแลกไปแล้ว
และมันก็สลายไปแล้ว เป็นอากาศ เป็นธุลี หรือเป็นละอองฝนนั่น
หรือหาใช่กำแพง หากเป็นความรู้สึกรักที่ไม่มีหัวใจรองรับ...ที่ฉันเป็น...

เอาเป็นว่าฉันไม่รู้ ...

แค่อยากให้หัวใจคุณโอบกอดฉันไว้
แต่อ้อมกอดคุณฉันยังอยากให้คุณเก็บไว้ให้คนอื่น


หรืออย่างไร ใจฉัน*

2006/Dec/02

บางเรื่องราวที่ฉันพานพบเจอ ...

มันทำให้ฉันอ่อนล้าแรงลงมาสักเพียงไหน ...

น้ำตา ... เดินมากอดคอลูบหัวกันอีกแล้ว ...

พี่ชายค่ะ ... ปลอบน้องที ...

นาทีนี้ทำไมไม่รู้สึกว่าที่ไหนอุ่นเท่า พื้นที่เล็กๆ ข้าง ๆ คุณ ...